16 กรกฎาคม 2009

ถึง....คนขี้สงสัย


แหม นานๆจะได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมเยือนบล็อคของตัวเอง เพราะมัวแต่ไปสอดส่องดูแลงานของท่านลูกค้าที่มีจิตกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา กับทีมงานของเราBigvoiceStudioนะครับ ทางทีมงานของเราต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านเป็นอย่างสูงครับ
แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาล่ะครับ ช่วงนี้เป็นเศรษฐกิจขาลง งานที่มีอันน้อยนิดอยู่แล้วมันก็ยิ่งร่อยหรอลงไปอีก ทั้งผมและทีมงานต้องรัดเข็มขัดกันสุดฤทธิ์ เพื่อให้ทุกชีวิตอยู่รอด


แต่ก็ยังไม่พอครับ โดนบรรดาคู่แข่ง( คนในแวดวงเดียวกันแท้ๆ ) กลั่นแกล้งสารพัดวิธี ด้วยสมองที่มีรอยหยักอยู่น้อยนิดนั่นแหละ ทั้งตัดราคา ตัดหน้า ชิงตัวทีมงาน โอ๊ย!!! ผมล่ะอยากถามจากใจว่า เหนื่อยมั๊ยคร้าบพี่น้องงง

แถมยังประดิษฐ์วิธีใหม่ๆนั่นคือ พวกผู้จัด ผมขอย้ำว่าเป็นแค่ผู้จัด เพราะจัดการเจ้ากี้เจ้าการแค่เรื่องรับงาน เละกินหัวคิวอย่างเดียว แต่ให้ไปลงเสียงน่ะพวกนี้ทำไม่ได้หรอกครับ พวกนี้แหละที่คอยสั่งให้นักพากย์เล็กๆที่ด้อยความสามารถและสติปัญญา(เพราะสั่งอะไรก็ทำตามหมด) ไปแฝงตัวสืบดูว่า ตอนนี้ใครทำอะไร ที่ไหน คนโน้นคนนี้มีงานมั๊ย ทีมBigvoiceเนี่ยใครกัน พวกไหน เฮ้อ!!!

ผมอยากถามว่าพวกคุณจะรู้ไปทำไมเหรอครับ จะมาเป็นพันธมิตรกับผม หรือจะมาแทรกแซงแย่งงานของผม หรือมีข้อสงสัยเรื่องอะไรกันล่ะคร้าบบบ
ผมและทีมงานของผมก็เป็นคนทำงานเหมือนกับพวกคุณนั่นแหละ เพียงแต่พวกผมมั่นใจว่า ทีมงานผมมีคุณภาพ และฝีมือไม่เป็นรองพวกคุณ(ขี้สงสัย) ก็เท่านั้นแหละคร้าบบ

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นงานพากย์เสียง หนัง /การ์ตูนAnimation/ สารคดี /สปอตโฆษณา /Present/ Game /สื่อการสอน และลงเสียงทุกประเภท โปรดอย่าลืมนึกถึงทีมงานมืออาชีพอย่าง BigvoiceStudio เบอร์ 084-5593928 /081-2588638 นะครับ ขอบคุณครับผม

29 กรกฎาคม 2008

สาสน์รักจากเรา.....BIGVOICESTUDIO""


ขออนุญาตแจ้งให้ทุกท่านทราบครับ BigvoiceStudio เปลี่ยนเบอร์ติดต่อใหม่เป็น
081-2588638/ แล้วนะครับ
แต่เรายังยินดีให้บริการในเรื่องการใช้เสียงทุกประเภท
(ภาษาไทย)
เหมือนเดิมครับ

ปล.แต่นิดนึงครับ ขอความกรุณาอย่าแค่..เข้ามาหลอกสอบถามราคากันเลยนะครับ เพราะที่ผ่านมามีเยอะเกินรับไว้จริงๆครับ ส่งตย.เสียงแล้วก็เงียบหายบ้าง แถมบางเคสโทรมา 2 ครั้งแต่งานเดียวกัน ถามเหมือนกันทู้กกกอย่าง คือ..ผมก็เข้าใจนะว่าท่านก็มีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุด และเน้นว่าต้องถูก..ที่สุด แต่ก็ช่วยเนียนๆกันหน่อยเถอะครับ เพราะคนรับโทรศัพท์เริ่มจะเป็นไมเกรนแล้ว ขอบคุณมากคร้าบ

ส่วนเรื่องราคา ถ้าท่านไม่ส่งตย.สคริปต์หรือรายละเอียดหรือส่วนหนึ่งของงานหรือข้อมูลอะไรชัดๆมาเลยเนี่ย
ผมคงต้องขออภัยก่อนเลยครับ ที่ทางเราก็ไม่อาจระบุราคาแบบชัดเจนให้ท่านได้..เช่นกัน ไม่ใช่หยิ่งหรือเล่นตัวแต่อย่างใด
แต่เคยมีเหตุการณ์ที่ว่า ระบุราคาแล้ว ตกลงเงื่อนไขกันแล้ว แต่ขอเพิ่มโน้นนิดนี่หน่อยไม่จบ คือขออธิบายอย่างนี้ครับ...ผมไม่ได้ทำงานคนเดียวครับ ผมมีทีมงานฝ่ายต่างๆที่คอยผมอยู่ ทุกคนเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น ถ้าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในตอนต้น ผมจะจัดระบบจะบริหารคนและงานทุกอย่างให้ลงตัวได้อย่างไรล่ะครับ
ในส่วนของประเภทงานลงเสียงต่างประเทศ ทางBIGVOICEไม่ได้รับนะครับ เพราะค่อนข้างควบคุมยาก และราคาสูง เราจึงเน้นลงเสียงไทยหรือแปลจากภาษาอื่นแล้วลงเสียงไทยเป็นหลักครับ
แต่ผมก็ดีใจและภูมิใจนะครับ ที่ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับหลายๆท่าน หลายๆบริษัทที่น่ารักและแสนดี อยากบอกว่าขอบคุณจากใจจริงๆครับ ที่ให้...และเปิดโอกาสให้ทีมงานเล็กๆอย่างพวกผม ได้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ดีๆของทุกท่าน ขอบคุณครับ

23 มิถุนายน 2008

ที่แท้ก็........กระต่ายตื่นตูม......นี่เอง

จากที่ผมและเพื่อนผม และทีมงานผม ได้ลงเรื่องราวแฉพฤติกรรมด้านมืดของนักพากย์ ที่ผมเชื่อว่ามันไม่ถูกต้อง (แต่คนที่เข้าข่ายคงยากเกินรับไว้) ไปนั้น ผมอยากจะชี้แจงเรื่องทั้งหมดดังนี้นะครับ

โดยส่วนตัว ผมทำงานด้านภาพ รับตัดต่อพวกPresent แอนิเมชั่น และเผอิญได้รู้จักน้องคนนึง ซึ่งจบจากสถาบันเดียวกัน รู้ว่าเค้าทำด้านเสียง แล้วฝีมือก็สุดยอด ทุกอย่างมันก็เลยลงตัว ทำนอง น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เข้าใจใช่มั๊ยครับ

และด้วยความสนิทกัน ก็คุยกันบ่อย เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนใจอะไรก็คุยกัน จนกระทั่งเรื่องเงินๆทองๆเกี่ยวกับค่าพากย์
ผมเองในฐานะคนทำงานในวงการนี้มานาน คิดว่ามันไม่แฟร์ครับ ผมจึงอยากอธิบายให้คนอื่นๆได้รับรู้ด้วย

แต่การใช้คำ มันอาจจะดูเกินจริง หรือไปกระทบกระเทือนจิตใจ (โดนต่อม) คนบางกลุ่มที่ประสงค์ร้ายเข้าให้

ทำให้มีผลเสียกับน้องผม โดนหาว่าเป็นคนก้าวร้าวบ้างล่ะ เด็กมันแรงบ้างล่ะ โกหกบ้างล่ะ

ผมจึงรู้สึกว่า เอ๊ะเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่ จึงต้องออกมาชี้แจง ดังนี้

- มีนักพากย์บางคนไม่แน่ใจว่าฝ่ายธรรมะ หรืออธรรม ส่งเมล์มาให้กำลังใจ และขอสมัครงานด้วยซ้ำ แต่กลับไปพูดถึงพวกเราเสียๆหายๆ อยากบอกว่า หยุดพฤติกรรมนี้เถอะครับ ยิ่งคุณทำก็ยิ่งดู...แย่

- มีนักพากย์บางคนพยายาม หาว่าใครเป็นคนเขียนข้อความ จะได้เอาไปฟ้องถูก อันนี้ผมว่าออกแนวใจ...ครับ
- มีนักพากย์บางคน ลงทุนทำตัวเป็นนักสืบ สอบสวน ล้วงแคะแกะเกา ขุดประเด็นให้ปะทุขึ้นมา และเขี่ยให้คนเค้าเกลียดกัน ( ตัวเองได้หน้าหรือได้เงินบ้างป่ะก็ไม่รู้) เลิกเถอะครับพวกคนนิสัยเสีย

-นักพากย์หลายคนนั่งวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นคนโน้นคนนี้ ต่อความยาวสาวความยืด บ้างก็คิดว่าเป็นตัวเองบ้างล่ะ เป็นเพื่อนตัวเองบ้างล่ะ เป็นผัวเป็นเมียตัวเองบ้างล่ะ เป็นเจ้านายตัวเองบ้างล่ะ เอ่อ ผมว่าทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์อย่างอื่นกันดีกว่ามั๊ยครับ ที่สำคัญผมไม่ได้ระบุว่าเป็นใครซักหน่อย ทำไมต้องกินปูนร้อนท้อง คิดว่าเป็นตัวเองกันด้วยล่ะครับ เอ๊ะหรือว่า................จะ...............ใช่...........

30 สิงหาคม 2007

นักพากย์ VS นักอ่านสปอตโฆษณา

ถึงแม้ว่า 2 อาชีพนี้จะเป็นอาชีพที่ต้องใช้เสียงเหมือนกัน แต่....มันก็มีความต่างกันอย่างมากโดยเฉพาะ "อารมณ์ "ในการทำงาน
นักพากย์ที่รู้จักหลายๆคนมักจะหงุดหงิดแทบทุกครั้งเวลาที่ต้องไปอ่านสปอต แล้วไม่สามารถทำตามอารมณ์ที่ Director สั่งได้สาเหตุก็เพราะ "อารมณ์ของเสียงมันมีมากไปหน่อย "
เฮ้อ...ทำไงได้ ก็กว่าจะมาเป็นนักพากย์ก็พยายามฝึกพูดให้มีอารมณ์มาตลอด กว่าจะพากย์ได้เข้ากับหน้า ท่าทาง ปากของตัวแสดง ไม่ได้ใช้เวลาแค่ 2-3 อาทิตย์ แต่เป็นปีๆ แต่พอมาอ่านสปอตเค้ากลับให้พูดเหมือนคนเพิ่งหัดพากย์ คือพูดแบบธรรมชาติ..... ซะงั้น
แถมพอเทกเพราะFeelingมันมากไปหลายครั้ง คนคุมกลับไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้แบบไหนซะแล้ว แบบนั้นก็ดี แบบนี้ก็ดี งั้นเอาใหม่ เอาใหม่ และเอาใหม่ โดยที่คนพากย์เองยังไม่รู้ว่าไอ้ที่อ่านไปแล้วเมื่อกี้ ไม่ดีตรงไหน ก็เลยต้องอ่านจนต่างคนต่างเบลอ ถึงจะบอกว่า O.K.ตั้งแต่เทกที่ 2 แล้วพี่
อ้าววววววววแต่ก็เอาเถอะ...มันคืองาน ต้องทำใจ

27 สิงหาคม 2007

มาทำบุญโดยการอ่านหนังสือกันเถอะ


ตอนนี้ใครๆก็นิยมทำบุญกันมากเลยเนอะ ไม่ว่าจะเป็นทำบุญ 9 วัด หรือตามวัดตามต่างจังหวัดต่างๆ แต่การทำบุญไม่ต้องทำให้กับวัดเพียงอย่างเดียวก็ได้ เราสามารถทำบุญโดยการให้ทาน หรือให้โอกาสแก่ผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่าเราก็ได้

และในฐานะที่เป็นนักพากย์ มีความสามารถในการใช้เสียงได้ดีกว่าคนอื่นๆเค้า ก็เลยคิดว่าคงจะทำบุญด้วยการอ่านหนังสือให้กับคนที่เค้ามองไม่เห็นเหมือนเราดีกว่า และถ้าใครสนใจที่จะร่วมด้วยก็สามารถไปได้เลยที่

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในซอยบุญอยู่ ใกล้ๆกับ กองปราบปรามยาเสพติด ( ปปส. ) แถวๆอนุสาวรีย์ชัยฯ ค่อนมาทางสามแยกดินแดงก่อนจะลอดอุโมงค์นั่นแหละ หรือโทรไปสอบถามได้ที่เบอร์ 022463835 ต่อ 200 ติดต่อที่คุณอ้วน โดยก่อนเข้าไปต้องบอกวันเวลาที่จะเข้าไปซะก่อน เพื่อความสะดวก เพราะห้องอัดมีอยู่ห้องเดียว แนะนำควรไปวันธรรมดาดีที่สุด จะได้ไม่วุ่นวายมาก เพราะวันเสาร์-อาทิตย์คนเยอะทีเดียว

31 กรกฎาคม 2007

ประวัติการพากย์


ก่อนที่จะรู้จักประวัติการพากย์ มาทำความรู้จักกับบิดาแห่งวงการนักพากย์กันก่อน นั่นก็คือ "บรมครูทิดเขียว "
ทิดเขียวเป็นนักพากย์ คนแรกของเมืองไทยที่มีชื่อจริงว่า "นายสิน สีบุญเรือง" เป็นบุตรนาย เซียวฮุดเสง สีบุญเรืองและนางนิ่ม สีบุญเรือง เกิดที่ตำบลคุ้งวังนํ้าเย็น อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีเมื่อ"วันศุกร์ เดือน 8 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2436
เมื่อนายสินสีบุญเรืองอายุได้สิบปีแม่ได้พาไปฝากตัวกับท่านพระครูวิริยกิจ(กล่อม)เจ้าอาวาสวัดสามจีนจนอายุ14 ปีจึงเริ่มฝึกงานหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ จนกระทั่งปี 2450 นั้น ได้เริ่มต้นทำงานเป็นคนขายนํ้าเลมะเน็ดหน้าโรงหนัง และเพราะเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา พอมีเวลาว่างก็เข้ามาหลังจอภาพยนคร์ ช่วยทำเสียงต่างๆ ตลอดจนหัดกรอหนัง หัดฉายหนัง เยี่ยงนี้ทุกจนมีความชำนาญ ส่วนเวลากลางวันก็ไปเรียนหนังสือที่วัดใกล้ๆบ้าน
ต่อมาในรัชกาลที่6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว กิจการของภาพยนตร์เริ่มเจริญขึ้น โรงหนังเกิดเพิ่มมากขึ้น แต่โรงหนังที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักคือโรงหนังวังเจ้าปรีดา ใกล้ตึกวิมานเนวรัตน์ ถนนเจริญกรุงของนาย ซุ่นใช้ คูตระกูล ที่นายสิน ด้วยความขยันและมีความคล่องตัว ประกอยกับได้เรียนหนังสือจึงแตกฉาน นายซุ่นใช้ ได้ยกระดับให้นายสิน ทำหน้าที่เขียนใบปลิว และจัดการเรื่องโฆษณาและวิ่งเต้าประสานงานเกี่ยวกับเรื่องภาพยนตร์ ต่อมามีสมาชิกในสโมสร สยามจีนางกูร รวบรวมจัดตั้งบริษัทฉายภาพยนตร์ชื่อสยามพัฒนาการ ปัจจุบันคือโรงหนัง ศิริรามา
พ.ศ.2459 นายหลุย ครรีวัตได้รวบรวมทุนกันตั้งบริษัทขึ้นมาอีกชื่อ"บริษัทสยามภาพยนตร์" โดยมีนายเซียวซองอ๊วน สีบุญเรือง(ปู่แท้ๆของนายสิน) เป็นผู้จัดการใหญ่ ทำให้สยามภาพยนตร์ เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว บริษัทได้แยกสาขาออกไปถึง 50สาขาทั่วประเทศ นายสินก็ได้รับความไว้วางใจจากปู่ ให้รับผิดชอบงานโฆษณาเพิ่มมากขึ้น ดูแลรายรับรายจ่ายของบริษัท เขียนโปรแกรมหนังและ เขียนเรื่องย่อ โดยเฉพาะ "ใบปลิว"
จนเป็นที่รู้จักกันทั่วในวงการ และถูกเชิญมาร่วมงานด้านหนังสือพิมพ์ข่าวภาพยนตร์ โดยมีตำแหน่งหน้าที่ ทำโปรแกรมและเรื่องย่อลงประจำเล่ม และใช้นามปากกาว่า "ทิดเขียว" และเป็นนามปากาที่ดังทะลุฟ้าทั้งการเขียนและการพากย์หนัง

( ที่มา : จากหนังสือ เทิดเกียรติ 108 ปี บรมครูทิดเขียว )